วันก่อนได้ไปเจอบทความของหนูดีมาครับ ซึ่งหนูดีเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสมองคนนึงเลยทีเดียว เลยนำเอาเนื้อความที่หนูดีได้เคยเขียนลง posttoday มาให้อ่านกันครับ :)

          โชคร้ายของคนเพอร์เฟ็กต์ มีใครรู้สึกว่า ตัวเองเป็น Perfectionist หรือ เพอร์เฟ็กชั่นนิสต์กันบ้างคะ หนูดีว่า คนจำนวนมากเลยล่ะ ที่คิดว่า ตัวเองเป็น เพราะเราอยากให้อะไรๆ ในชีวิตเพอร์เฟ็กต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเรียน หรือ เรื่องส่วนตัว เราจึงพยายามทำทุกอย่าง สุดฝีมือ สุดความสามารถ และเมื่อมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด เราก็เครียด อาจเป็นได้ยิ่งกว่าเครียด คือ เราจะเศร้า ผิดหวัง โทษตัวเอง และคราวหน้า เราก็จะยิ่งกลายเป็น เพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ยิ่งไปกว่าเดิมอีกหลายเท่า หลายๆ คนที่เครียด เกร็งไปหมดกับชีวิต เพราะความเป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์แต่ก็ยังเลือกที่จะเป็นต่อไป เพราะคิดว่า นี่เป็นราคาที่เขาต้องจ่าย สำหรับความสำเร็จที่เขาได้มาในวันนี้ เชื่อไหมคะว่า หากเขาปล่อยวางความพยายามที่จะเพอร์เฟ็กลง ชีวิตของคนเหล่านี้ อาจจะประสบความสำเร็จในทุกวันนี้มากยิ่งกว่าที่เขาทำได้มาแล้วด้วยซ้ำ


          จริงหรือ การลดความคาดหวังลง จะทำให้เราทำได้ดีขึ้น จริงหรือคะ ฟังดูแปลกๆ เนอะ แต่มันจริงค่ะ วันนี้ หนูดีจะขอเล่าถึงงานวิจัยที่น่าสนใจมากของ ดร.เดวิด ดี. เบิร์นส์ นักจิตวิทยาและศาสตราจารย์ประจำภาควิชาแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ในเรื่องของความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับคนรักความสมบูรณ์แบบค่ะ การเป็นคนสมบูรณ์แบบ อาจจะเป็นสิ่งหนึ่งและสิ่งเดียว ที่ปิดกั้นคุณไว้จากความสำเร็จขั้นสูงที่สุดในชีวิต ที่คุณอาจจะไปถึงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยหลักการง่ายๆ ดังต่อไปนี้ค่ะ
การผลักดันตัวเอง ให้ไปถึงเป้าหมายที่แทบเป็นไปไม่ได้นั้น จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเองได้หลายวิธี อันดับแรกก็คือ ความเครียดจำนวนมหาศาลระหว่างเส้นทางของการพยายามทำให้ได้ แต่ในเมื่อเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบนั้นแทบไม่มีอยู่จริง ผลที่จะเกิดก็คือ ความเป็นไปไม่ได้ ความผิดพลาด ไม่เป็นไปอย่างที่หวัง และผลทางจิตใจก็คือ การที่เราจะเริ่มรู้สึกแย่และดูถูกตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ หากเด็กคนหนึ่ง ถูกเลี้ยงมาให้กลายเป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์แล้ว และเสพติดพฤติกรรมนี้อยู่เรื่อยๆ ในที่สุดแล้ว เด็กจะหลายเป็นคนไม่มีความมั่นใจในตัวเองอีกด้วย หนูดีเดาจากงานวิจัยนี้ว่า เป็นเพราะการที่คาดหวังในตัวเองสูงมาก พอทำไม่ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามที่หวังไว้ ทั้งๆ ที่เป็นเป้าหมายที่ไปถึงได้ยากมาก ก็เลยกลายเป็นว่า หมดความมั่นใจ และไม่ค่อยอยากทำหรือลองทำอะไรอีกเท่าไร หลังจากนั้น ในงานวิจัยหนึ่งของ ดร.เดวิด เขาได้ทดลองศึกษาวิธีการคิดของคนขายประกันในอเมริกา คนกลุ่มนี้ มีรายได้ตั้งแต่ 29,000$ ไปจนถึง 250,000$ ผลของงานวิจัยทำให้ทุกคนตกใจไปตามๆ กัน เพราะแทนที่คนที่มีวิธีคิดแบบเพอร์เฟกชั่นนิสต์จะมีรายได้สูงกว่า แต่ผลกลับกลายเป็นว่า คนที่มีวิธีการคิดแบบเพอร์เฟกชั่นนิสต์โดยเฉพาะคนที่เชื่อมโยงคุณค่าของตัวตนตัวเอง กับความสำเร็จที่ตัวเองทำได้นั้น จะมีรายได้น้อยกว่าคนที่ไม่สนใจเรื่องความสมบูรณ์แบบอยู่ถึงปีละ $15,000 เหรียญ ถ้าคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนตอนนี้ เขาก็จะจนกว่าคนที่ไม่สนใจความสมบูรณ์แบบอยู่ปีละ 450,000 บาทไทย เป็นราคาที่แพงพอสมควรเลยนะคะ กับการพยายามเป็นคนสมบูรณ์แบบ แต่ถ้าเราเป็นนักธุรกิจ นักลงทุน เราอาจเสียเงิน หรือ เสียโอกาสการทำเงินมากกว่านี้อีกหลายเท่า

 

          มีชายคนหนึ่งในงานวิจัยนี้ เป็นนักเขียน เขาเล่าว่า เขาพยายามนั่งลงทุกเช้า เพื่อเขียนบทความสุดยอดขึ้นมาบทความหนึ่ง และเขาไม่เคยเขียนได้เลย เพราะทุกครั้งที่นั่งลง เขาจะคิดว่า เขาจะต้องหาประโยคเร่ิมต้น ที่มันสุดยอด ที่คนอ่านแล้วจะไม่มีวันลืมได้เลย แต่ประโยคนั้นก็ไม่เคยเดินทางมาถึงเขาเสียที และบทความของเขาก็ไม่เคยได้เริ่มต้นเลย แต่เมื่อเขาได้รู้ว่า วิธีการคิดของเขาแบบนี้ มันบ่อนทำลายความสำเร็จของเขาอย่างมหาศาล โดยเฉพาะ การเป็นนักเขียนที่ไม่มีผลงานเขียนออกมา แล้วเขาจะเรียกตัวเองว่า นักเขียนได้อย่างไร เขาจึงปรับวิธีคิดใหม่ และบอกตัวเองว่า วันนี้ เขาจะเขียนผลงานปานกลางออกมาหนึ่งชิ้น พอคิดได้แบบนี้ เขาพบว่า ไอเดียของเขาลื่นไหลมาก เพราะเขาไม่โดนกดดันว่า งานต้องดีเพอร์เฟ็กต์เอาแค่พอใช้ได้ ก็ได้แล้ว เมื่อเขาเขียนไปจนจบบทความ เขาย้อนกลับมาแก้ไข เขาก็พบด้วยความประหลาดใจว่า ผลงานของเขาก็ไม่เลวเลย ค่อนข้างดีเสียด้วยซ้ำ และเมื่อบทความนั้นลงตีิพิมพ์ เขาก็ได้รับคำชมมากมาย มากกว่าที่เขาคาดหวังไว้เสียอีก เพราะสำหรับเขาแล้ว บทความนี้ ไม่เพอร์เฟ็กต์เลย แต่ “เพอร์เฟ็กต์” อาจเป็นเพียงอุปาทานของเราเองก็เป็นได้ เพราะโลกนี้ มีคนหลายแบบ คาดหวังมาก คาดหวังน้อย สิ่งที่เรามองว่า ไม่เท่าไหร่หรอก ในสายตาเรา แต่มันอาจดีมาก หรือ ดีพอใช้เลยทีเดียวสำหรับคนอื่นๆ อีกคนหนึ่งเป็นนักวิ่งแข่ง เขามักมีความเครียดสูงมากก่อนการซ้อม เพราะตั้งเป้าหมายไว้ว่า วันหนึ่งๆ เขาต้องวิ่งได้เท่าไร และหากน้อยกว่านี้ เขาจะเร่ิมรู้สึกแย่กับตัวเอง แต่เมื่อลองเปลี่ยนวิธีคิดและตั้งเป้าหมายให้เล็กลง เขาพบว่า เขาเอนจอยการวิ่งมากขึ้น ในในปัจจุบัน สามารถทำตามโปรแกรมการวิ่งได้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว คนเหล่านี้ หลังจากลองเปลี่ยนวิธีคิดว่า “เป็นคนธรรมดาก็ได้” ไม่ต้องสมบูรณ์แบบเสมอไป เขาพบว่า ผลงานของเขาดีขึ้นมาก และชีวิตก็มีความสุขขึ้นมากด้วย เราไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นคนสมบูรณ์แบบหรอกค่ะ เพราะผลที่ได้ อาจราคาแพงเกินไป แต่หนูดีอยากให้ลองอยาก “สร้างผลงานธรรมดาๆ เป็นคนธรรมดาๆ” ไม่แน่นะคะ ว่าผลออกมา อาจดีกว่าที่คิด แถมยังอาจทำให้เรามีความสุขระหว่างทำงาน และระหว่างเรียนมากกว่าเดิมแบบเทียบไม่ติดเลยค่ะ


ที่มา : บทความของหนูดีใน Post Today

รูป : http://www.flickr.com/photos/jdhancock/